วิธีฝึกภาษาอังกฤษจากบุคคลลึกลับผ่านหนังสือห้องสมุด

     สวัสดีเพื่อนๆ วันนี้เรามีวิธีฝึกภาษาอังกฤษจากบุคคลลึกลับท่านหนึ่งมาฝาก เขาได้ถ่ายทอดวิชามาให้เราโดยบังเอิญซึ่งเขาลึกลับมากจริงๆแหละเพราะว่าเราไม่เคยเห็นหน้า พูดคุยหรือรู้จักเลย

     วันนั้นก็เป็นวันปกติธรรมดาวันหนึ่ง เราซึ่งเป็นผู้อยากฝึกภาษาอังกฤษก็เข้าไปในห้องสมุด ตั้งใจว่าจะยืมวรรณกรรมเยาวชนภาษาอังกฤษเล่มที่เคยอ่านค้างเอาไว้กลับมาอ่านต่ออีกรอบ ชื่อเรื่อง Secret garden ของ frances hodgson burnett แต่หาเล่มนั้นไม่เจอ เลยลองหาเล่มอื่นๆที่น่าสนใจ ไปเจอเล่ม Little princess เห็นเขียนว่าเจ้าหญิงก็เลยยืมมา

     แต่พอมาอ่านจริงๆชีวิตเด็กคนนั้นก็น่าเศร้ามาก ไม่ได้สวยงามอย่างที่คิดเอาไว้ ไม่คิดเอาไว้เหมือนกันด้วยว่าผู้แต่งคือคนๆเดียวกันกับเล่มเก่าที่อยากจะยืมและไม่คิดเอาไว้ด้วยว่าหน้าที่20กว่าของเล่มจะมีกระดาษแผ่นเล็กๆคั่นเอาไว้อยู่ เขียนวิธีฝึกภาษาอังกฤษของคนที่ยืมไปก่อนเราหน้านี้ พออ่านแล้วรู้สึกชอบมากๆเลยเก็บเอาไว้

     ทีแรกว่าจะเอาไปแนบใส่หนังสือภาษาอังกฤษเผื่อให้คนอื่นๆที่ได้ยืมเล่มนั้นได้มาเห็น มาเจออะไรดีๆแบบเรา แต่มาคิดๆดูอีกที เอาวิธีฝึกภาษาอังกฤษนั้นมาเขียนลงในบล็อกน่าจะมีคนรับรู้ได้มากกว่า บุคคลลึกลับผู้นั้นได้เขียนเอาไว้ดังนี้

  • อ่านนิยายภาษาอังกฤษและหนังสือพิมพ์อังกฤษ
  • ฝึกเขียน essay and report ภาษาอังกฤษ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 เรื่อง, หาศัพท์ควบคู่ไปด้วยแล้วให้พ่อช่วยตรวจ
  • ดูหนังภาษาอังกฤษให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 เรื่องและฝึกออกเสียงตาม
  • ฟังวิทยุข่าวและเพลงฝรั่งเสมอๆ
  • พกใบคำศัพท์ติดตัวไว้ท่อง
  •      ซึ่งครั้งแรกที่เราอ่านกระดาษใบนี้เลยก็คือนึกในใจว่า “อื้อหือ เขาขยันจัง” ซึ่งก็เดาๆจากลักษณะข้อความและลายมือได้ว่าน่าจะเป็นรุ่นพี่ผู้หญิง เราได้ลองนำมาใช้ดู แรกๆเราคิดว่าข้อสอง สาม สี่ มันยากเกินไปเลยลองแค่ข้อ หนึ่งกับห้าที่พกคำศัพท์ติดตัว

         แต่จากการลองของเราก็พบแล้วว่า วิธีที่ห้ามันดูง่ายและไม่ค่อยใช้เวลาก็จริง แต่ถ้าเอาแค่ท่องก็จำได้ไม่นาน เอามาใช้จริงก็ไม่ค่อยได้เช่นกันถ้าไม่รู้หลัก เราจึงเลือกที่จะท่องศัพท์ผ่านการอ่านหนังสือเป็นเรื่องๆเช่น นิยาย, บทความ(ตามข้อหนึ่ง)เพราะมันจะไม่ได้รู้ว่าคำนี้แปลว่าอะไรอย่างเดียว แต่เราจะรู้ว่ามันควรจะอยู่ตรงไหน ใช้ในสถานการณ์ใดด้วย

        หากอยากหาหนังสือที่เขียนมาฝึกภาษาอังกฤษโดยเฉพาะเราขอแนะนำหนังสือเล่มนี้เลย เราอ่านมันจากตอนที่พื้นฐานไม่ค่อยจะมี แต่พออ่านแล้วรู้หลักประโยคสนทนาครอบคลุมมาก หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Say it easy และ Easy talk ของ Betty Kirkpatrick เวลาเราอ่านหนังสือไม่ว่าจะเล่มนี้หรือเล่มอื่นๆเราจะอ่านออกเสียงเสมอ การอ่านออกเสียงนอกจากจะเป็นการฝึกสำเนียงให้คุ้นชินแล้ว ยังทำให้เราจำประโยคนั้นได้ด้วย เวลาจะเอามาใช้จริงก็ดึงจากเมมโมรี่สมองออกมาง่ายเพราะเราเคยฝึกและผ่านมันมาแล้ว

         ต่อมาเรามาเข้าใจคำว่า “ฟัง พูด อ่าน เขียน” เป็นคำที่เรามักได้ยินบ่อยแต่หากสังเกตมันนิดนึงเราจะพบว่ามันไม่ได้เรียงตัวกันเพื่อให้คำคล้องกันเท่านั้น แต่มันหมายความว่าเช่นนั้นจริงๆ

         ในการจะฝึกภาษาเราควรที่จะเริ่มจากการ "ฟัง" เป็นอันดับแรก จะเห็นได้ว่าเด็กเล็กๆที่ยังไม่รู้ภาษาแต่เข้าใจได้ไม่ใช่เพราะการอ่านเขียน แต่มาจากสังคมแวดล้อมที่อยู่และการฟัง

         หลักในการฝึกการฟังนั้นก็คือ เริ่มแรกเราฟังให้บ่อยให้คุ้นชิน หากเริ่มจากการฟังจากหนังเลยคิดว่ามันก็จะดูข้ามขั้นไปหน่อย เวลาเราฟังก็ควรฟังตามระดับที่เราเป็นอยู่ หากจะให้แนะนำ เราก็หาได้ตามจากยูทูบ เมื่อค้นไปว่า English conversation จะมีให้เราได้ฝึกฟังมากมายเลย ใช้เวลาหน่อยแต่รับรองอยู่กับเราได้นาน

         ต่อมาก็ตามด้วยการฝึกพูด ออกเสียงตาม, หาหนังสือภาษาอังกฤษอ่าน, แล้วการเขียนก็จะตามมา เพราะเรารับมาจนมีวัตถุดิบในคลังสมองมากพอแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาปล่อยของ ลองฝึกตามข้อสองของบุคคลลึกลับคนนั้นเลยได้นะ เราลองแล้วล่ะ ลองแปลจากความเรียงภาษาไทยตัวเองที่เขียนเอาไว้ ตอนแปลก็รู้สึกไม่อยากแปลเหมือนกันนะ มองข้อความที่เหลือยังไม่ได้แปลแล้วก็ย้อนมองดูข้อความที่แปลผ่านไปแล้ว ก็เลยคิดว่า “ถ้าเราทำมันสำเร็จจะภูมิใจมากเลยนะ”.

    Comment

    Comment:

    Tweet

    เราฟังเพลงสากลมานานมากๆ ตอนแรกก็ฟังไม่ค่อยออกหรอก แต่ช่วงนี้เริ่งฟังออกบ้างแล้ว สงสัยหูเริ่มชิน 55

    ขอบคุณที่นำเรื่องราวดีๆมาแชร์นะคะ

    เราจะพยายามทำตามให้ครบทุกข้อเลย~

    #3 By Joule on 2016-01-08 13:38

    น่าสนใจจัง เดี่ยวจะลองทำดูนะค่ะ เป็นคนชอบฟังเพลง สากล มาก แต่ว่า ไม่รู้ความหมายหรอก แต่ก็พอจะเอาออกบ้าง จาก คำบางคำที่ฟัง

    #2 By picky_ sniple"LPCY" on 2015-12-18 22:58

    ขอบคุณครับ smile

    #1 By ตี๋ on 2015-10-27 15:57